สรุปบทบัญญัติ 12 ประการของการเข้าซื้อกิจการ จากหนังสือ The Warren Buffett Way 📈
.
Buffett มักกล่าวเสมอว่า การเข้าซื้อกิจการทั้งหมด หรือแค่หุ้นบางส่วนนั้น ในแง่ของพื้นฐานสำหรับเขาไม่มีอะไรที่ต่างกัน สิ่งที่ต่างกันอาจจะมีเรื่องอำนาจการตัดสินใจบางอย่างเช่นการจัดสรรเงินทุน
.
หากเรามองย้อนกลับไปดูธุรกิจ และหุ้นที่ Buffett เข้าซื้อเราสามารถจัดบทบัญญัติ ได้ 4 หมวด
1. เชิงธุรกิจ: ลักษณะของธุรกิจ
2. เชิงบริหาร: คุณสมบัติของผู้บริหาร
3. เชิงการเงิน: การตัดสินใจของธุรกจ
4. เชิงตลาด: ต้นทุนของการเข้าซื้อ
.
👨🏻‍💼 1.เชิงธุรกิจ
ธุรกิจนั้นต้องมีความเรียบง่ายพอที่จะเข้าใจ
Buffett เน้นย้ำว่าเขาต้องมีความเขาใจถึงโครงสร้างธุรกิจ การบริหาร โครงสร้างรายได้ รายจ่าย กระแสเงินสด แรงงาน โดยที่คิดเสมอว่า ถ้าหากไม่เข้าใจก็จะไม่สามารถพัฒนาหรือทำการตัดสินใจอะไรที่แม่นยำได้เลย
ธุรกิจนั้นมีประวัติการดำเนินงานที่สม่ำเสมอ
.
Buffett จะหลีกเลี่ยงหุ้นที่มีปัญหาที่ซัยซ้อน หรือ อยู่ระหว่างการเปลี่ยนแปลงปัจจัยทางพื้นฐาน นักลงทุนหลายๆคนอาจจะหลงไหลไปกับบริษัทที่กำลังปรับโครงสร้างที่ยังไม่สำเร็จจนมองข้ามสิ่งที่เกิดขึ้นอยู่ในปัจจุบัน การประเมินจากสิ่งที่เกิดขึ้นสม่ำเสมอในอดีต ดูน่าจะพอประเมิณสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคตมากกว่าการ รอ Turn around ซึ้งน้อยมากที่จะฟื้นได้จริง
ธุรกิจนั้นมีทิศทางที่ดีขึ้นในระยะยาว
.
บริษัทที่ Buffett มองมักจะเป็นบริษัทที่ 1 เป็นที่ต้องการ 2 ไม่มีสินค้าทดแทน 3 ไม่อยู่ภายใตการกำกับดูแลที่เข้มงวด สิ่งเหล่่านี้สามารถทำให้บริษัทขึ้นราคาโดยที่ไม่ต้องกลัวการเสียส่วนแบ่งตลาด Buffett จะเรียกสิ่งนี้ว่า moat (คูน้ำรอบปราสาท) ช่วยให้บริษัทได้เปรียบคู่แข่ง และบริษัทที่ยอดเยี่ยมคือบริษัทที่คงความต่อเนื่องมามากกว่า 25 ปี จะเห็นได้ว่าลักษณะบริษัทนี้จะต่างจากบริษัท Commodity เช่น ข้าว น้ำมัน สายการบิน ที่ไม่สามารถสร้างความแตกต่างจากคู่แข่งและกำหนดราคาเองไม่ได้
.
🤝 2.เชิงบริหาร
บริษัทที่ Berkshire ซื้อนั้นต้องเลือก ผู้บริหารที่มีความซื่อสัตย์ แม้ว่าธุรกิจจะดีแค่ไหนแต่ไม่ซื่อสัตย์ Buffett ก็จะไม่ทำข้อตกลง
.
ผู้บริหารมีเหตุผลไหม?
ผู้บริหารตัดสินใจเอากำไรของบริษัทไปลงทุนกับอะไร ส่งผลอะไรในระยะยาวของบริษัท ส่ิงนี้ขึ้นอยู่กับช่วงวงจรชีวิตของบริษัท เช่นการหา Growth หรือ เอาเงินมาซื้อหุ้นคืน หรือทำ MA เพื่อให้บริษัทโตขึ้น
ผู้บริหารมีควาซื่อตรงหรือไม่?
.
ผู้บริหารที่ดีต้องยอมรับในความผิดพลาด และกระจายความดีความชอบในความสำเร็จ ข้อมูลที่จำเป็นทุกอย่างต้องถูกรายงาน เช่นเรื่อง ความเป็นไปได้ของแผนเป็นยังไง ขาดตกอะไร หรือตัดสินใจอะไรผิดพลาดบ้าง
ผู้บริหารมีจุดยืนของตัวเองไหม?
.
ผู้บริหารที่ขาดจุดยืนมักจะ ทำตามธุจกิจรอบตัวเช่นการขยายกิจการ การเข้าซื้อ การตั้งเงินชดเชยผู้หริการ หรือการออกผลิตภัณท์ใหม่ๆ Buffett มองว่าเพียงเพราะทุกคนทำมันอยู่ไม่ได้แปลว่าถูก เช่นการที่ บริษัทประกันออกแผนมา เพื่อกำไรอันน้อยนิด แต่ผิดพลาดจนต้องปิดตัวลง จะเห็นได้ว่าช่วงโควิดนั้นออกตามๆกันมาหมด
การวัดผลผู้บริหาร
.
สิ่งที่ยากคือการวัดผู้บริหาร สมมุติเราให้เขาไปบริหารธุรกิจที่กำลังจะเจ๊งก็คงจะยากที่ทำให้มีกำไรได้ ใ
.
ในทางกลับกันถ้าเราเอาเด็ก 7 ขวบมาบริหารธุรกิจที่ดี มันก็จะไปได้ต่อ สิ่งที่ Buffett นำมาวัดผลคือรายงานประจำปี ดูว่าสิ่งที่เขาพูดเกี่ยวกับแผนนั้นเป็น
อย่างไร ทำจริงไหม และเปรียบเทียบกับบริษัทที่อยู่ในอุสหากรรมเดียวกัน ก็สามารถบอกบางอย่างได้แล้ว
.
💱 3. เชิงการเงิน
Buffett ให้ความสนใจในผลงานเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีมากกว่าการมานั้งดูรายปีโดยมักจะดู
ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น
.
กำไรของเจ้าของ
มองหาบริษัทที่มีอัตรากำไรสูง
เงินสะสมที่บริษัทมี $1 สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างน้อง$1
.
ผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น
กำไรต่อหุ้นมักจะเป็นม่านหมอกบังตาที่เอากำไรสะสมจากปีก่อนๆมาเติมได้ โดย Buffett มักมองหา ROE เฉลี่ย 15% ขึ้นไป และต้องสม่ำเสมอตลอด 5 ปีย้อนหลัง ไม่ใช่แค่ปีเดียวที่ดี
.
กำไรของเจ้าของ
คือกำไรสุทธิ + ค่าเสื่อมราคา - การลงทุนในสินทรัพย์ถาวรที่จำเป็นต้องใช้เพื่อรักษาสถานะการแข่งขัน นี่คือเงินจริงๆ ที่เจ้าของธุรกิจจะได้รับ ไม่ใช่แค่ตัวเลขกำไรบนกระดาษที่อาจถูกบิดเบือนด้วยวิธีบัญชีต่างๆ
.
มองหาบริษัทที่มีอัตรากำไรสูง
บริษัทที่ดีต้องมี Gross Margin และ Net Margin ที่สูงอย่างสม่ำเสมอ เพราะแสดงให้เห็นว่าบริษัทมีอำนาจในการตั้งราคา (Pricing Power) และสามารถควบคุมต้นทุนได้ดี ผู้บริหารกิจการที่มีต้นทุนสูง มักจะมีแนวโน้วในการเพิ่มส่วนนี้เริ่อยๆ
.
เงินสะสมที่บริษัทมี $1 สามารถสร้างมูลค่าได้อย่างน้อง$1
Buffett จะดูว่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เงินกำไรสะสม (Retained Earnings) ที่บริษัทเก็บไว้แต่ละดอลลาร์ สามารถเพิ่มมูลค่าหลักทรัพย์ได้อย่างน้อย $1 หรือไม่
.
หากผลงานต่ำกว่านี้ แสดงว่าผู้บริหารไม่สามารถใช้เงินของผู้ถือหุ้นอย่างมีประสิทธิภาพ และควรจ่ายเป็นเงินปันผลแทนที่จะเก็บไว้ลงทุนต่อ
.
🔖 4. เชิงตลาด
จากการประเมินข้างต้น เราจะสามารถตัดสินใจ ซื้อ หรือ ไม่ซื้อได้ นอกเหนือจากนั้นที่ต้องดูคือ บริษัทมีมูลค่าที่ดีไหม และ เป็นเวลาที่ดีในการซื้อไหม
การประเมินมูลค่าที่แท้จริง
.
Buffett มักจะเลือก Discount Cash Flow โดยการคำนวณกระแสเงินสดในอนาคต 10-20 ปี แล้วเอามาคิด Discount กลับมาเป็นมูลค่าปัจจุบัน โดยใช้อัตราดอกเบียพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี และไม่ชดเชย Risk Premium
การเข้าซื้อในราคาที่ใช่
.
แม้ประเมินมูลค่าแล้ว Buffett ยังไม่ซื้อทันที แต่จะรอให้ ราคาตลาดต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงอย่างน้อย 25% เพื่อสร้าง Margin of Safety เพื่อป้องกันความผิดพลาดในการประเมิน และ ลดความเสี่ยงจากความผันผวน
.
สุดท้ายนี้ Buffett บอกว่า “ผมเป็นนักลงทุนที่ดีขึ้นได้ เพราะเป็นผมนักธุรกิจ และเป็นนักธุรกิจที่ดีขึ้นได้เพราะผมเป็นนักลงทุน”

#FlowsTable
#FlowtoGrow
#ValueInvestment
#warrenbuffett