🚀 จาก Tarad.com ถึง 60 บริษัท: เส้นทางของคนที่ “ลงมือก่อนเสมอ”

ช่วงหนึ่งของวงสนทนา ห้องที่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะอยู่ดี ๆ ก็เงียบลง เมื่อพี่ป้อมเล่าว่า “ตอนผมเริ่มทำ Tarad.com ผมอายุ 23 เองนะ”

**แอบสปอยว่าท้ายบทความมีเรื่อง surprise 👀**

ย้อนกลับไปตอนนั้น อีคอมเมิร์ซยังไม่ได้อยู่ในแผนที่ของโลกธุรกิจเหมือนทุกวันนี้ แต่พี่ป้อมเลือก “ลงมือก่อน” และสร้าง Tarad.com ขายให้ Rakuten ไปช่วยบริหาร ก่อนจะซื้อกลับมาปั้นใหม่ แล้วขายให้กลุ่ม TCC อีกครั้ง

สองทศวรรษผ่านไป พี่ป้อมลงทุนแล้วกว่า 60 บริษัท
ทั้ง Pay Solutions, Creden, Wisesight และอีกหลายบริษัทที่เป็นเสาหลักของวงการดิจิทัลไทยในวันนี้

ทั้งหมดเกิดจากความเชื่อว่า สิ่งที่ทำอาจเป็นก้าวสำคัญของระบบนิเวศไทยก็ได้

ไม่แปลกใจเลยว่าทำไมหลายคนเรียกพี่ป้อมว่า
“เจ้าพ่อ E-commerce ของไทย”

🔍 แล้วพี่ป้อมทำได้ยังไง?
เราถามตรง ๆ ว่า ทำไมหยิบจับอะไรก็ไปได้ไกลขนาดนี้? พี่ป้อมตอบแบบไม่ต้องคิดนาน:
“งานเยอะ = โอกาสเยอะ”

พี่ป้อมเล่าว่าเริ่มทำงานหนักตั้งแต่เด็ก เรียนรู้จากองค์กรใหญ่ ๆ ผสมกับการลงสนามจริง พอทำเยอะ มุมมองก็เยอะ เครือข่ายก็ดี และโอกาสก็วิ่งเข้ามาเรื่อย ๆ

อีกอย่างหนึ่งคือ เลือกสนามให้ถูก และขายตัวเองให้เป็น อ่านให้ดี — ไม่ใช่ขายฝัน แต่คือ ขายความเชี่ยวชาญที่เรารู้จริง พูดเรื่องเดิมซ้ำ ๆ ให้ลึกขึ้น เก่งขึ้นจนคนในวงการเชื่อใจ

“ถ้าคุณพูดเรื่องเดิมจนชัดพอ คนก็จะจำคุณแบบนั้นแหละ”

และนั่นแหละทำให้โอกาสเข้ามาไม่หยุด
แม้พี่ป้อมจะดูวัยรุ่น แข็งแรง และกันเองมาก ๆ
แต่จริง ๆ แล้วชั่วโมงบินแน่นจนล้นแก้ว

🚀 เมื่อถามถึงโลก Startup ไทย
หลายคนในวงของเรากำลังเริ่มสร้างตัว บางคนกำลังทำ Startup จึงถามพี่ป้อมตรง ๆ ว่าเราควรมองยังไงดี?

พี่ป้อมบอกว่า ปัญหาใหญ่ของไทยคือ…
“ประเทศไทยมันพอดีเกินไป”
ตลาด 70 ล้านคนใหญ่พอให้ธุรกิจอยู่รอด
เลยทำให้หลายคนไม่ได้คิดแบบ Regional First ตั้งแต่วันแรก

ส่วนหนึ่งเพราะ เราอาย ไม่ค่อยเดินเข้าไป Connect เหมือนในงานต่างประเทศ และถ้าอยากสำเร็จแบบ Unicorn ต้อง…
“คิดแบบ Unicorn และลงมือแบบ Unicorn”
ก่อน Grab ก็มี Uber
ก่อน Lazada ก็มี Amazon
ไม่มีใครเริ่มจากศูนย์ พวกเขาเริ่มจากการศึกษาโครงสร้างที่สำเร็จมาแล้ว และปรับให้เป็นแบบเอเชีย

พี่ป้อมชวนให้เรากลับไปตั้งคำถามว่า
Next Unicorn ของเอเชียควรเป็นแบบไหน?
และทำไมจะเป็นคนไทยไม่ได้?

🧠 แล้วพี่ป้อมบริหารงานยังไง? (เฉลยแบบไม่มีกั๊ก)
แม้จะดูแลธุรกิจนับสิบ สิ่งที่พี่ป้อมไม่เคยลดลงเลยคือ…

1) Speed – ความเร็วคืออาวุธ
การตัดสินใจต้องเร็ว ชัด ไม่เยิ่นเย้อ
“ถ้าคิดถูก…ไปต่อ ถ้าคิดผิด…แก้ให้เร็ว”

2) Transparency – เปิดทุกไส้
พนักงานทุกคนรู้รายได้ กำไร ปัญหา อะไรที่ติดขัด
เพราะถ้าทุกคน “เห็นภาพเดียวกัน” ทีมจะขยับได้เร็วกว่า

3) Data Driven – ห้ามเดาในโลกที่มีข้อมูล
พี่ป้อมย้ำว่า“อย่าเชื่อความรู้สึก…ในเมื่อมีข้อมูลให้ดู”

คนจีนขายของใน Shopee ไม่ได้เดา
เขารู้ว่าสีไหนขายดี แล้วลงมือทันที
ส่วนคนไทย…ยังเชื่อความรู้สึกมากกว่า
และนั่นคือสาเหตุที่เราช้ากว่า 1 ก้าวเสมอ

4) Touch Points ทุกวัน

เช้า-เย็น ต้องมี Touch Point กับทีมหลัก
เพื่อเคลียร์ปัญหาให้เร็วที่สุด
งานหนัก = โอกาสหนักเช่นกัน

🌱 รากฐานสู่อนาคต

พี่เล่าให้เราฟังถึง Project ใหม่ที่กำลังปั้นอยู่ เป็นโปรเจกต์ใหญ่ระดับประเทศรายละเอียดขออุบไว้ก่อน แต่เราว่าอีกไม่นานคงได้รับรู้กัน

เล่ามาถึงตรงนี้ พี่มี่ก็เปิดรูปหนึ่งให้ทุกคนดู มันคือรูปที่พี่มี่ให้คุณแม่และลูกพี่มี่ไม่ถึงขวบ ไปรับรางวัลจากพี่ป้อม ในฐานะ Best Seller Awards ของ Thaisecondhand (เว็ปไซต์ซื้อขายของมือสอง)

พี่มี่เล่าว่าช่วงนั้นรับซื้อคอมพิวเตอร์ราคาไม่แพง แล้วนำไปขายต่อเว็ป บางทีได้กำไรหลักหมื่นต่อเครื่อง บางวันขายได้เป็น 30 เครื่อง ! 😳

พี่ป้อมเองก็ไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทุกคนตกใจกันหมด วันนั้นที่พี่มี่ไม่ไป เพราะขายดีจนคิดว่ารับรางวัลก็เสียเวลา เอาเวลาไปส่งของให้ลูกค้าดีกว่า55555

กำไรก้อนนี้เองที่ภายหลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของเงินลงทุนช่วงเริ่มต้นของพอร์ทพี่มี่ ต่อยอดจนมีทุกวันนี้

กลายเป็นบทสรุปที่ทั้งตื่นเต้น ขนลุก และเรียกเสียงฮาไดัพร้อมกัน 😂

ขอบคุณสำหรับวันนั้นอีกครั้งครับ
วันธรรมดาที่กลายเป็นแรงบันดาลใจมากกว่าที่คิดไว้ ✨

#FlowTable
#FlowToGrow
#EntrepreneurMindset
#StartupThailand
#DigitalEconomy