“เราทำดีที่สุดแล้ว ณ ช่วงเวลานั้น ภายใต้ทรัพยากรที่มีอยู่อย่างจำกัด” 🍃
ลองอ่านประโยคนี้ช้าๆ อีกสัก 3-4 รอบนะครับ
ย้อนกลับไปเกือบ 10 ปีก่อน ได้มีโอกาสเข้าชมรม Coach by ChAMP ที่จุฬาฯ ปัจจุบันเปลี่ยนชื่อเป็น Coach by CBAF
เป็นชมรมเล็กๆ ที่สอนให้มีทักษะ Coaching ฝึกตั้งคำถามให้ลึก มี Empathy ต่อคนตรงหน้า ฟังแบบไม่ตัดสิน เป็นแค่กระจกบานหนึ่งให้อีกคนได้เข้าใจตัวเองมากขึ้น
ตอนเรียนเป็น Coach จะมีสิ่งที่เรียกว่า Coaching Mindset ให้ท่องไว้ก่อนเริ่มเซสชั่นทุกครั้ง เพื่อวาง Ego และ Bias ของตัวเองลง
สารภาพตามตรงว่าผ่านมาเกือบสิบปี ลืมไปเกือบหมดแล้ว 555 แต่มีประโยคเดียวที่จำได้ขึ้นใจจนถึงวันนี้ คือประโยคข้างบนนี้แหละ
สมัยนั้นเป็นเด็กคนหนึ่งที่อยากสำเร็จไวๆ ทำทุกอย่างด้วยความเร่งรีบ เคร่งเครียด และหลายครั้งก็รู้สึกว่าเราไม่ดีพอ ทุกวันนี้ก็ยังมีบ้าง แต่ตอนนั้นไม่เคยเล่าให้ใครฟังเลย จนเพื่อนสนิทชวนมาทำชมรมนี้ด้วยกัน
ตอนได้ยินคำนี้ครั้งแรก ไม่เข้าใจเลย คิดในใจว่า เอ้า ก็ตอนนั้นทำได้ไม่ดีจริงๆ นี่ ถ้าย้อนกลับไปได้ก็ต้องกลับไปแก้สิ แต่อีกใจหนึ่งก็รู้สึกแปลกๆ เหมือนมีคนมาช่วยวางกระเป๋าหนักๆ ที่แบกอยู่ออกจากไหล่
แล้วชีวิตก็ดำเนินไป คำนี้ก็ค่อยๆ หายไปจากใจ วนลูปเดิมๆ เร่งให้สำเร็จ มีไฟ ท้อ หมดแรง แล้วก็เริ่มใหม่ จนวันหนึ่งไปรื้อเจอสมุดโน้ต Coaching สมัยปี 4 เปิดหน้าแรกก็เจอประโยคนี้อีกครั้ง มันสะกิดแรงมาก จนต้องกลับมาทบทวนตัวเองจริงๆ
ความหมายของมันจริงๆ แล้วเรียบง่ายมาก คือ ณ วินาทีที่เหตุการณ์นั้นเกิดขึ้น เราทำดีที่สุดแล้วจริงๆ แน่นอนว่าถ้ามีปัจจัยที่ดีกว่านี้ มีประสบการณ์กว่านี้ ใจเย็นกว่านี้ มีเงินกว่านี้ ฉลาดกว่านี้ คงตัดสินใจได้ดีกว่านี้ แต่ความจริงคือเราย้อนเวลาไม่ได้
สมมุติ ถ้าเราพูดอะไรแรงๆ ใส่เพื่อนสนิทจนเลิกคบกันไป วันนี้อาจจะคิดว่าไม่น่าพูดแบบนั้นเลย แต่ ณ วันนั้น เราอาจจะกำลังเจอเรื่องแย่ๆ มาทั้งวัน ไม่ได้มี Emotional Maturity มากพอที่จะรับมือกับตรงหน้าได้ดีกว่านั้นแล้ว
Mindset นี้ไม่ได้สอนให้ไม่ปรับปรุงตัว หรือทำเป็นลืมสิ่งที่เคยทำไม่ดี แต่มันสอนให้เราให้อภัยตัวเองก่อน บอกตัวเองเบาๆ ว่า ไม่เป็นไรนะ ตอนนั้นทำดีที่สุดแล้วจริงๆ
และเมื่อให้อภัยแล้ว เราถึงจะมีแรงไปต่อ การบอกว่าเราทำดีที่สุดแล้ว ไม่ใช่ข้ออ้างให้อยู่กับที่ แต่มันคือการหยุดทำสงครามกับคนในอดีต เพื่อเอาแรงทั้งหมดกลับมาดูแลคนในปัจจุบัน
หลังๆ เลยเปลี่ยนวิธีคุยกับตัวเอง จากคำถามที่คอยตัดสิน เป็นคำถามที่คอยเข้าใจ เวลารู้สึกว่าทำพลาด จะหยุดแล้วถามตัวเอง 3 คำถามนี้
1. ตอนนั้นทรัพยากรเรามีอะไรบ้างจริงๆ ไม่ใช่แค่เงินกับเวลา แต่รวมถึงความรู้ที่มีตอนนั้น สภาพอารมณ์ ความเหนื่อย ความกลัว และคนรอบตัวด้วย พอลิสต์ออกมาจริงๆ จะเห็นเลยว่า เออ ตอนนั้นมีแค่นี้จริงๆ ทำได้แค่นี้จริงๆ
2. ได้เรียนรู้อะไรจากความจำกัดนั้น ทุกครั้งที่ทำดีที่สุดภายใต้ข้อจำกัด จะได้ของแถมกลับมาเสมอ อาจจะเป็นสกิลใหม่ ความเข้าใจคนมากขึ้น หรือแค่รู้ว่าวิธีนี้มันไม่เวิร์ค
3. ถ้าเจอเรื่องคล้ายกันวันนี้ ด้วยทรัพยากรที่มากขึ้น อยากลองทำต่างไปสัก 1% ยังไง แค่ 1% ก็พอ ตรงนี้แหละที่เปลี่ยนความรู้สึกผิดให้กลายเป็นความรับผิดชอบแบบอ่อนโยน
ในห้องโค้ช เราถูกสอนให้เป็นกระจกให้คนอื่นโดยไม่ตัดสินเขาเลย แต่พอโตมา เพิ่งรู้ว่ากระจกบานที่ลืมส่องที่สุด คือกระจกบานที่ส่องตัวเอง
ทุกวันนี้ก็ยังเผลอลืม เผลอเร่ง เผลอรู้สึกไม่ดีพอเหมือนเดิมนั่นแหละ แต่พอจำประโยคนี้ได้ มันเหมือนมีเพื่อนคนหนึ่งมาตบไหล่เบาๆ แล้วบอกว่า เออ ทำดีที่สุดแล้วนะ ณ ตอนนั้น ปล่อยไปเถอะ ไปต่อกัน
ขอบคุณพี่โอ Apiwitt Phongsphetrarat ที่ดูแลโครงการตั้งแต่วันแรก
ขอบคุณพี่ก้อย Koi Vachanonda พี่นัท Nat Permsup ที่ช่วยสอนทักษะดีๆให้โดยไม่หวังอะไรตอบแทน
ขอบคุณมิ้ว Milky Chotika ที่ชวนเราเข้ามาทำโครงการนี้ และเป็นเพื่อนสนิท เป็นประธานที่มี empathy ให้ทุกคน
เจอเพื่อนๆพี่ๆน้องๆ อีกมากมายในโครงการนี้ที่ยังสนิทกันจนถึงปัจจุบัน ให้เขียนชื่อทุกคนคงไม่หมด
ดีใจเสมอและขอบคุณทุกคนที่ร่วมเดินทางภายในด้วยกัน
แล้ววันนี้หล่ะ มีเรื่องไหนที่คุณอยากบอกตัวเองเบาๆ บ้างว่า เราทำดีที่สุดแล้ว ณ ช่วงเวลานั้น บ้างไหม
#Flow’sTable
#FlowsTable
#flowtogrow