✍️ สรุป Thought Organization Workshop: จัดระเบียบความคิดให้ไม่แพ้ AI
พี่พลอย Veeraya Thawornwattanayong ชวนมาเรียน Workshop จัดระเบียบความคิด ช่วงนี้กำลังฝึกเขียนพอดี พี่พลอยจดสรุปเก่งมากๆ ตามอ่านประจำ ละเอียด อ่านง่าย และเร็วมากๆ
วันนี้จบคลาสเลยอยากโพสต์สรุปเลย ทดลองทำแบบพี่พลอยบ้าง กดโพสต์ตอนปิดคลาสทันที55555555
แรงบันดาลใจในการทำคลาส: พี่พลอยโดนคนถามบ่อยมาก ทำไมเขียนไว ละเอียด ที่มาคือการจัดระเบียบความคิด เข้าใจ structure logic storytelling และ ฝึกบ่อยๆ
เป็นที่มาของการทำคลาสนี้เพื่อแชร์ประสบการณ์ ให้ทุกคนลองทำตามได้
📝“Writing = Thinking On Paper”
Session แรกโดยพี่ทอย คนคุ้นเคย5555 พี่ทอย Kasidis Satangmongkol เกริ่นว่า ความคิดที่ไม่ได้ถูกกลั่นออกมาก็อยู่ในหัว เป็นก้อนเมฆขมุกขมัว แต่ถ้าเราเขียนออกมา มันจับต้องได้จริง คนเห็น อ่านได้จริง
ทักษะการคิดคือสิ่งหนึ่ง การเขียนออกมาคืออีกสิ่ง
เราต้องฝึกบ่อยๆ เพื่อพัฒนาทักษะเขียน
🚕 สมองคนขับแท็กซี่ใหญ่กว่าคนธรรมดา?
คนขับ Taxi ที่ UK ต้องจำเส้นทางให้ได้ทั้งหมด ทำให้สมองถูกฝึกใช้งานอย่างหนัก ในขณะที่ยุคปัจจุบัน เราเริ่มใช้ AI Outsource การคิด ทำให้ทักษะการคิดดรอปลง ยิ่งนานวันไป ถ้าขาดการฝึก เหมือนกล้ามเนื้อ ที่ฝ่อลงเรื่อยๆ
🤝 การเขียนสร้าง Connection ได้จริง?
การเขียนไม่ใช่แค่บทความ แต่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ในชีวิตจริง เช่น พี่พลอยเขียนถึง พี่พลอย ลูกเจ้าของ MedPark และ พี่หนุ่ย BT จนเค้าอ่านบทความแล้วประทับใจ จนได้นัดกินข้าวกันในชีวิตจริง
🎥 Live Demo Summary
พาร์ทนี้ว้าวมาก พี่พลอยเล่า Theory ก็คงไม่เห็นภาพ เลยเชิญพี่ Best Apinard ขึ้นมาเล่าเรื่อง และโชว์ให้เห็นเลยว่าการสรุปจริงๆ เป็นไง
ชอบอันนี้ เพราะ challenge ตัวเองด้วย process หลังบ้านต่อหน้าทุกคน ต้องฝึกฝนมาดีมากๆ5555
🧘 การจัดระเบียบความคิด ช่วยให้ใจสงบขึ้น
พี่พลอยเล่าต่อว่าเป็นคนคิดเยอะ ความคิด Overwhelm บ่อย แต่พอเราเขียนบ่อยๆ จับประเด็นความคิดได้ง่ายขึ้น (เราตีความเองว่า = การมีสติรู้ทันสิ่งที่เกิดขึ้น เอาจิตไปตามดู จนความรู้สึก อารมณ์มันหายไปเอง)
เหมือนการทำกะเพราหมูสับ ความคิด ถ้าเราจัดระเบียบ เขียนบ่อยๆ เหมือนลับมีดให้คมขึ้น จนเราสามารถเอาไปหั่นหมู ทำกับข้าวได้อร่อยกว่าเดิม
⏩ Pre Present Post Session
Pre Session: เตรียมเนื้อหาตอนฟัง Speaker มาก่อนว่า เค้าคือใคร? ทำงานอะไร? น่าจะพูดเรื่องอะไร? ประเด็นไหนพูดบ่อยช่วงนี้?
หรือเช่นทำ Mind Mapping แบบพี่ NamFinance
ช่วยให้เวลาเราสรุปตอนนั้นจริง ไม่ Overwhelm ด้วยข้อมูล
During Session: เขียนให้เราอีก 10 ปีข้างหน้าอ่าน
สมองเราลืมง่ายมาก แป๊บเดียวก็จำไม่ได้ละ การเขียนด้วยภาษาที่อ่านง่าย ใครๆ ก็อ่านได้ ทำให้เรากลับมาอ่านได้เสมอ เหมือนเป็นการ relearn อีกที เมื่อเวลาผ่านไปนานๆ
พี่พลอยแบ่งข้อมูลตั้งแต่ได้ยินเลย จัด Group / Category เหมือนเลโก้หลายๆ สีวางเรียงกัน เรามีหน้าที่เอามาแบ่งตามสี สีแดง เขียว เหลือง ฟ้า คนละกลุ่ม
สิ่งนี้ช่วยให้ Active Listening ดีขึ้นมาก เราจะรู้ได้ง่ายขึ้นว่าควรเขียนอะไร ข้อมูลอะไรอยู่กับชุดไหน
แล้วถ้าเจอข้อมูลที่ไม่มั่นใจว่าคือ “สี” อะไร ต้องทำไง? แยกมันไว้ก่อนในอีกก้อน อีกหมวดโดยเฉพาะ หรือเช่น วงเล็บว่า Recheck มันเหมือนเป็นการดีลโดยจิตใต้สำนึกแหละ ทำให้เรากังวลน้อยลง
ทำไงให้พิมพ์เร็ว: พี่พลอยเหมือนเราเลย เล่นเกมส์พิมพ์ดีดตั้งแต่ประถม ฝึกพิมพ์สัมผัส พิมพ์ได้โดยไม่ต้องดูแป้น มีประโยชน์มากๆ ซึ่งตอนเด็กๆ พ่อเราจับเล่นทุกวันหลังเลิกเรียน ตอนนี้ได้ใช้บ่อย5555
After Session: ใช้ System 2 ใน Thinking Fast and Slow
คือการใช้ Critical Thinking คิดวิเคราะห์แยกแยะ อีกที ประมวลว่าข้อมูลครบไหม ถูกต้องไหม เราหยุดใช้สัญชาตญาณ และกลับมาใช้ Logic ยืนยันความถูกต้องอีกที
⭐️ STAR Framework
พี่พลอยเล่าถึงอีก Framework ในการเล่าเรื่อง
Situation: สถานการณ์ที่เกิดขึ้น
Task: ความรับผิดชอบ สิ่งที่ต้องทำ
Action: สิ่งที่ลงมือทำจริง
Result: ผลลัพธ์สุดท้ายที่เกิดขึ้นจริง
วิธีนี้ช่วยจัดระเบียบตั้งแต่ ต้นน้ำ = Question ที่เกิดขึ้น จนถึงปลายน้ำ = Solution เล่าเรื่องติดตามได้ง่าย เห็นภาพ คนฟังไม่หลงทาง
🧠 ทำไมต้องมี Second Brain?
Tiago Forte ผู้เขียนหนังสือ The PARA Method เชื่อเรื่องว่าทุกข้อมูลมีความหมาย มูลค่าหมด เราควรเก็บไว้ เพื่อเรียกดู ประมวลผล เอามาใช้ในอนาคตได้
PARA คือ 4 ลิ้นชักสำหรับเก็บทุกอย่าง:
P - Projects: งานที่มีเดดไลน์ ทำจบแล้วจบเลย
A - Areas: เรื่องที่ต้องดูแลต่อเนื่อง ไม่มีวันจบ
R - Resources: ความรู้ที่สนใจ ไว้ใช้อ้างอิง
A - Archives: งานที่เสร็จแล้ว / ไม่ได้ใช้แล้ว
หลักการคือ พอสรุปเสร็จ อย่ากองไว้ที่เดียว ให้แยก
1. บทเรียนที่ใช้ซ้ำได้ ไป Areas / Resources,
2. งานจบแล้ว ไป Archive รอบหน้าจะได้หยิบมาใช้ได้เลยไม่ต้องเริ่มใหม่
พอแบบนี้เราจะเรียกดูข้อมูลได้ง่ายขึ้น เช่น พี่พลอยชอบ Leadership Session ของ พี่จิง ชนาพรรณ มาก (เหมือนที่พวกเราชอบมากๆ ตอนคุยกับพี่จิงเช่นกัน)
อยากกลับมาอ่านเรื่อยๆ ก็จะใส่ในหมวด Resources เรียกกลับมาดูได้ตลอด
🗺️ MAZE By Ploy Veeraya
ถ้าเรารู้สึก Overwhelm เครียดง่าย ต้องทำไง? พี่พลอย แบ่งขั้นตอนการจดเพื่อ “Acknowledge” ออกมา 6 Steps ด้วยกัน
เช่น รับสายจากคนที่คุยงานด้วย กังวล กลัวงานพัง
1. Check In รู้สึกอะไรอยู่? รู้สึกกระสับกระส่าย แน่นหน้าอก หายใจไม่เต็มท้อง กลัวมีปัญหา
2. Acknowledge Emotion อารมณ์อะไร? กังวล
3. Notice Emotion เมื่อไหร่ที่เริ่มรู้สึก? 10 นาที ก่อน ตอนสายเข้ามา
4. Verify Cause ทำไมถึงรู้สึกแบบนั้น? กลัวงานออกมาไม่ดี มีปัญหาเรื่องคน ต้องคุยกับ Supplier ส่งของเลท
5. Assess Consequence Best Case / Worst Case Scenario คืออะไร? ไม่มีอะไร โทรผิดเฉยๆ / มีปัญหาจริง ต้องประชุมด่วนตอนนี้เลย รีบแก้
6. Set Actions มีทางออกอะไรบ้าง? เจรจากับ Supplier ให้ส่งของให้ไวขึ้น เราออกค่าส่งส่วนหนึ่งก็ได้ / คุยกับลูกค้า เจรจาส่งช้า มอบส่วนลดทดแทน
สุดท้ายถึงจะเรียน Framework มากมาย แต่สุดท้ายมันคือเรื่องของ Logic หรือ Common Sense จริงๆ
เตรียมตัวให้พร้อม จับประเด็นให้ดี ฝึกบ่อยๆ ลองผิดลองถูก หาท่าของตัวเองให้เจอ ยังไงก็เขียนดีขึ้นแน่นอน
พี่พลอยทิ้งท้ายด้วย “Doable Greatness” เราไม่จำเป็นต้อง Expert ขั้นสุด เก่งแค่ 7/10 เราก็ทำได้ดีแล้ว ขอแค่อย่าหยุดทำ อย่าท้อ ทำไปเรื่อยๆก็พอ
ทุกคนมี Skill Stack ของตัวเอง เราต่างเป็น Unique Niche ในแบบของตัวเอง “ความเป็นตัวเอง” ยังไง AI ก็แทนไม่ได้แน่นอน
ขอบคุณพี่พลอยที่ชวนพวกเรา Flow’s Table มาเรียนวันนี้ครับ เรียนจบจะพยายามเขียนให้เก่งแบบพี่พลอยบ้าง5555
#Flow’sTable
#FlowsTable
#flowtogrow
#ThoughtOrganization